5 ข้อน่าสนใจ ลิเวอร์พูล V แอตฯมาดริด ในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก

ลิเวอร์พูล แอต.มาดริด

สำหรับการมาเยือนสนามเหย้า แอต.มาดริด ถือเป็นการได้ย้อนความหอมหวานสำหรับนักเตะ และสาวก “เดอะ ค็อป” เพราะพวกเขาคว้าแชมป์โทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” สมัยที่ 6 ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน แต่การต้องปะทะกับเจ้าของสนามคงไม่ใช่งานง่าย เพราะพวกเขาเป็นทีมที่มีเก็บรับที่แข็งแกร่งเลยทีเดียว

 

ลิเวอร์พูลลุยแชมป์เปี้ยนส์ลีก หงส์แดง VS ตราหมี

แมตช์นี้ 3 ประสาน “เอสเอ็มเอฟ” น่าจะได้ลงทำหน้าที่ในเกมรุกของแชมป์เก่า ขณะที่เกมรับยังคงเป็นหน้าที่ของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ คู่หูเซนเตอร์แบ็กที่เล่นกันได้อย่างเข้าขา ส่วนแดนกลาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน คงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในแผงมิดฟิลด์เหมือนเดิม

1. มาเน่ ความหวังสำคัญ
ช่วงที่ ซาดิโอ มาเน่ มีปัญหาบาดเจ็บต้องพักฟื้นร่างกาย 2 แมตช์หลังสุดในเกมพรีเมียร์ลีก ทัพ “หงส์แดง” ได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ คอยปั้นเกมให้ทีม โดยทำหน้าที่ทั้งยิง และแอสซิสต์ ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ไล่อัด เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ เซาธ์แฮมป์ตัน สบายอุรา

ขณะเดียวกันในยามที่ทีมฟอร์มตื้อๆ และทีมจำเป็นต้องการนักเตะที่สร้างความแตกต่าง มาเน่ คือคำตอบสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ โดยเฉพาะในเกมที่เฉือน นอริช ซิตี้ เจ้าตัวหายเจ็บกลับมาช่วยทีมได้ แต่ยังไม่ได้ลงเล่นตัวจริง และเมื่อ “หงส์แดง” จำเป็นต้องส่งลงสนาม มาเน่ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ดาวเตะทีมชาติเซเนกัล โชว์ทักษะในการยิงประตูที่แสนเหนือชั้น ซึ่งเป็นประตูชัยให้ “เดอะ เร้ดส์” คว้า 3 คะแนนสำคัญ ในยามที่แนวรุกไม่เฉียบคม ที่สำคัญประตูดังกล่าวยังเป็นลูกที่ 100 ของเขาในการเล่นที่ประเทศอังกฤษ (เซาธ์แฮมป์ตัน กับ ลิเวอร์พูล)

แน่นอนว่าในเกมเยือน แอต. มาดริด นายใหญ่ชาวเยอรมัน คงจะจัด 3 ประสาน “หินเหล็กไฟ” (SMF) ลงสนามร่วมกัน เพราะความเร็วและทักษะของทั้ง 3 คน น่าจะจัดการกับเกมรับที่เหนียวแน่นของเจ้าบ้านได้

2. “ก็อด” คนใหม่
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปี ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ คือ “ก็อด” หรือ “พระเจ้า” ของเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” แต่ในปัจจุบันพระเจ้าได้เปลี่ยนมาอยู่ในชื่อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โดยดาวเตะชาวอียิปต์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและคงเส้นคงวาตลอดช่วง 3 ซีซั่นที่อยู่กับ “หงส์แดง”

ฮีโร่คนใหม่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ ย้ายมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์ปี 2017 โดยสตาร์ลูกหนังจากดินแดนมัมมี่ ตะบันไปแล้ว 89 ประตูจาก 138 แมตช์ที่ลงเล่นให้กับทีม ที่สำคัญ “คิง ออฟ อียิปต์” ซัดไปถึง 50 ประตูจากการลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 72 แมตช์เท่านั้น ทำให้เขาเป็นนักเตะคนที่สี่ที่ยิงประตูได้ในจำนวนดังกล่าวต่อจาก รุด ฟาน นิสเตลรอย, อลัน เชียเรอร์ และ แอนดี้ โคล ขณะที่ในซีซั่นนี้เจ้าตัวตะบันไปแล้ว 18 ประตูจากการเล่นทุกรายการ

นี่คือผู้เล่นที่ ลิเวอร์พูล ขาดไม่ได้จริงๆ แม้ว่าในบางเกมที่ “บังโม” เล่นไม่ออก แต่ก็ยังสามารถเป็นตัวหลอกล่อแนวรับคู่แข่งให้ต้องพะว้าพะวงในการป้องกันเขา เวลาที่ “หงส์แดง” เติมเกมรุกขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เพื่อนร่วมทีมมีพื้นที่ในการเล่นมากขึ้น เพราะกองหลังคู่แข่งต้องวิ่งไปตามประกบ ซาลาห์

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ตำนานกองหน้า “ม้าลาย” ยูเวนตุส และทีมชาติอิตาลี ถึงยกยอปอปั้น ซาลาห์ ว่าเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ของลิเวอร์พูล และงานนี้แนวรับ “ตราหมี” ต้องระมัดระวังเอาไว้ให้ดี หากเผลอเมื่อไหร่มีสิทธิ์โดนดีแน่ๆ

3. มินามิโนะ หวนลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก
ทาคูมิ มินามิโนะ คงต้องขอบคุณสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) มีการเปลี่ยนกฎโดยอนุญาตให้ผู้เล่นที่ย้ายไปเล่นกับสโมสรอื่นในช่วงตลาดพ่อค้าแข้งฤดูหนาว สามารถลงสนามให้กับต้นสังกัดใหม่ในการชิงชัยโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” แม้ว่าจะเคยผ่านการเล่นให้กับต้นสังกัดเดิมมาแล้วก็ตาม

สตาร์ลูกหนังชาวญี่ปุ่น ทำผลงานได้ระเบิดเถิดเทิงกับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก โดยเฉพาะในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในแมตช์ที่ช่วยทีมปะทะกับ ลิเวอร์พูล ในรอบแบ่งกลุ่ม และนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ คล็อปป์ หลงใหลฝีเท้าของ แข้งซามูไรรายนี้

การได้นักเตะมาร่วมทีมในช่วงตลาดซื้อขายผู้เล่นรอบ 2 เดือนมกราคมที่ผ่านมา หากเป็นกฎเดิมนักเตะต้องติดคัพไทไปแล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนกฎใหม่ ทำให้ มินามิโนะ ได้โอกาสกลับมาโชว์ลีลาในถ้วยใบโตอีกครั้ง และจากประสบการณ์ของเขาน่าจะมีประโยชน์ในยามที่ทีมฟอร์มตื้อๆ เพราะความคล่องตัว และความไว น่าจะช่วยวิ่งทะลุทะลวง เจาะเกมรับเจ้าบ้าน

4.  ญีเกซ “เดอะ ค็อป” พันธุ์แท้
ซาอูล ญีเกซ กองกลางฟอร์มฮอต แอตเลติโก มาดริด ยอมรับว่าเป็นสาวก “เดอะ ค็อป” และการได้ดวลกับสโมสรอันเป็นที่รัก ทำให้เจ้าตัวรู้สึกคึกคักเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการได้ลงสนามสู้กับทีมที่เก่งที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ และจะได้โชว์ฝีเท้าให้ คล็อปป์ ได้เห็นด้วย

นอกจากจะชื่นชอบ “หงส์แดง” แล้ว ญีเกซ ยังประทับใจ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม เพราะเป็นผู้เล่นที่วิ่งพล่านไปทั่วสนาม และยังมีจังหวะการผ่านบอลทั้งสั้น-ยาวได้อย่างแม่นยำ ฉะนั้นการที่ต้องสู้กับ “เฮนโด้” ในแดนกลาง คงทำให้ ญีเกซ ต้องงัดฟอร์มเก่งออกมาให้เต็มที่

5. ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ แห่งความทรงจำ
การมาเยือนกรุงมาดริด ที่สนามเหย้าของ แอตเลติโก มาดริด เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายสำหรับ ลิเวอร์พูล และแฟนบอลของพวกเขา เพราะที่นี่คือเมกะลูกหนังที่ “หงส์แดง” ผงาดคว้าแชมป์ถ้วยใบโตยุโรป เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ส่งผลให้ทีมคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 6

สองประตูจากการยิงของ โม ซาลาห์ และ ดิว็อค โอริกี้ ซึ่งทั้งสองคนได้ร่วมเดินทางมาด้วยในแมตช์นี้ ทำให้ “เดอะ เร้ดส์” ดับซ่า “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ฉะนั้นการที่นักเตะ และแฟนบอลได้กลับมายังเหมืองหลวงสเปนอีกครั้ง ถือเป็นการย้อนความหลังในวันที่แสนยิ่งใหญ่ของพวกเขา

 

อย่างไรก็ตามเกมนี้ไม่ใช่แมตช์รำลึกความหลังที่แสนหอมหวาน แต่เป็นเกมที่มีความหมายสำหรับ ลิเวอร์พูล มากๆ เพราะการไปเยือนและยิงประตูได้ จะทำให้ทีมถือครองความได้เปรียบด้วยกฎอะเวย์โกล (กฎยิงประตูทีมเยือน) ฉะนั้น คล็อปป์ ต้องพยายามเน้นลูกทีมให้เล่นอย่างมีสมาธิ ส่วนเรื่องอดีตที่น่าจดจำ มันผ่านไปแล้ว เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำก็พอ

ที่สำคัญนี่คือสนามของ แอตเลติโก มาดริด แน่นอนว่าพวกเขาต้องทุ่มสุดตัว เพราะการปราบแชมป์เก่าในสนามที่พวกเขาได้แชมป์ คงเป็นความทรงจำที่สุดยอดสำหรับ “ตราหมี” และเป็นความเจ็บปวดสำหรับลิเวอร์พูล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *